เกิดอะไรขึ้น
ESA มอบสัญญาบริการมูลค่า 760 ล้านยูโร (880 ล้านดอลลาร์) ให้ The Exploration Company เพื่อสนับสนุนการพัฒนา Nyx ซึ่งเป็นภารกิจสาธิต และภารกิจขนส่งสินค้าเชิงพาณิชย์ 2 ภารกิจ บริษัทประกาศระดมทุน Series C 450 ล้านดอลลาร์ เพื่อพัฒนาเครื่องยนต์ Storm ที่มีแรงขับประมาณ 400,000 ปอนด์-ฟุต สำหรับจรวดนำกลับมาใช้ใหม่ซึ่งออกแบบให้ปล่อย 40 เมตริกตันในโหมดนำกลับมาใช้ใหม่ และ 60 ตันในโหมดใช้แล้วทิ้ง ขณะเดียวกัน NASA มอบสัญญา Launch Services II ให้ Relativity Space เพื่อเปิดทางให้จรวด Terran R เข้าสู่โครงการบริการปล่อยจรวดของ NASA สำหรับภารกิจในอนาคต รวมถึงวิทยาศาสตร์ วิจัย และการบินอวกาศที่มีมนุษย์
ทำไมเรื่องนี้สำคัญ
ข้อมูลในบทความระบุว่า Ariane 6 มีน้ำหนักบรรทุกสูงสุดประมาณ 20 ตัน ขณะที่จรวดของ The Exploration Company ออกแบบให้ปล่อย 40 เมตริกตันในโหมดนำกลับมาใช้ใหม่ และ 60 ตันในโหมดใช้แล้วทิ้ง การที่ยุโรปมีจรวดขนาดใหญ่และปล่อยบ่อยขึ้นจะลดการพึ่งพาผู้ให้บริการจากสหรัฐฯ และจีน ขณะที่การที่ Relativity Space ได้รับสัญญาจาก NASA แสดงว่าตลาดการปล่อยจรวดเชิงพาณิชย์เปิดให้ผู้ให้บริการรายใหม่แข่งขันได้มากขึ้น
ผลกระทบที่น่าจับตา
-
สำหรับธุรกิจ: ตลาดบริการปล่อยจรวดขยายตัว: บริษัทขนส่งสินค้าอวกาศและลูกค้าเชิงพาณิชย์มีทางเลือกใหม่จากยุโรปและสหรัฐฯ โดยเฉพาะภารกิจขนาดใหญ่ที่ Ariane 6 รองรับได้จำกัด
-
สำหรับนักลงทุน: ทุนไหลเข้าสตาร์ทอัพจรวด: การระดมทุน Series C 450 ล้านดอลลาร์ของ The Exploration Company และสัญญาจาก ESA/NASA ช่วยเพิ่มความชัดเจนด้านรายได้และเส้นทางเชิงพาณิชย์
-
สำหรับสังคม: โครงสร้างพื้นฐานอวกาศกระจายตัว: การเพิ่มผู้ให้บริการปล่อยจรวดช่วยกระจายความเสี่ยงด้านภารกิจวิทยาศาสตร์ วิจัย และการเข้าถึงอวกาศ
มุมมองของทันเทค
บทวิเคราะห์: ข่าวนี้ไม่ใช่แค่การเซ็นสัญญา แต่เป็นสัญญาณว่ายุโรปกำลังเร่งสร้างระบบนิเวศจรวดเชิงพาณิชย์ของตัวเอง โดยต้องพึ่งพาเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ที่ยุโรปยังไม่มี ขณะที่สหรัฐฯ เปิดช่องให้ผู้เล่นใหม่อย่าง Relativity Space เข้ามาแข่งขันในโครงการ NASA การแข่งขันด้าน cadence และต้นทุนจะกลายเป็นตัวกำหนดว่าใครจะครองตลาดการปล่อยจรวดในทศวรรษหน้า
สรุปในประโยคเดียว
ยุโรปและสหรัฐฯ ขยายระบบนิเวศการปล่อยจรวดเชิงพาณิชย์ โดย ESA สนับสนุน Nyx 760 ล้านยูโร ขณะที่ NASA เปิดทาง Terran R ของ Relativity Space